พระระเบียงและจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ.2566

   พระระเบียงและจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์พระระเบียงจะล้อมรอบปูชนียสถานทั้งหมดของวัดไว้ภายในยกเว้นพระปรางค์ ๖ องค์ ซึ่งในอดีตพระปรางค์ทั้ง ๘ องค์ ตั้งอยู่ภายนอกพระระเบียง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการขยายฐานไพทีมาทางด้านทิศตะวันออก ทำให้ต้องขยายพระระเบียงหักมุมโอบล้อมพระปรางค์องค์ที่ ๓ และ ๔ ไว้ภายในวัดภายในพระระเบียงตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ เป็นจิตรกรรมไทยแบบประเพณี เขียนด้วยสีฝุ่น ครั้งแรกเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่อมามีการเขียนซ่อมอีกหลายครั้ง แต่ที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นการเขียนซ่อมในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบด้วยภาพทั้งหมด ๑๗๘ ห้องภาพ โดยห้องแรกเริ่มต้นที่ด้านหน้าพระวิหารยอด และลำดับภาพมาทางขวามือหรือเวียนทักษิณาวรรต

ห้องที่ ๑๒๖ พระยาอนุชิตคือหนุมานประพาสอุทยาน ได้รับความอับอายจึงออกบวช

         พระยาอนุชิตหรือหนุมานพานางกำนัลและข้าราชบริพารออกประพาสอุทยาน แล้วขึ้นปีนต้นมะม่วงเก็บผลมะม่วงประทานแก่นางสนม เผอิญยางมะม่วงหยดลงกลางศีรษะจึงใช้เท้าเกาตามวิสัยลิง เหล่าทหารและนางในพากันหัวเราะขบขัน พระยาอนุชิตอายจึงหนีไปเฝ้าพระรามยังกรุงอยุธยาขอถวายเมืองคืนและออกบวชเป็นดาบส

ห้องที่ ๑๒๗ ไพนาสุริยวงศ์รู้ว่าพิเภกไม่ใช่บิดา จึงแสร้งลาไปเรียนวิชากับพระกาลดาบส

               เมื่อไพนาสุริยวงศ์เติบใหญ่ขึ้นอายุได้ ๑๓ ปี วรณีสูรซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของไพนาสุริยวงศ์ได้ทำอุบายให้ไพนาสุริยวงศ์รู้ว่าพิเภกนั้นเป็นเพียงอาหาใช่บิดาของตนไม่ เมื่อไพนาสุริยวงศ์ร่ำถามนางมณโฑผู้เป็นแม่จนรู้ความจริงว่าบิดาที่แท้จริงของตนคือทศกัณฐ์ และพิเภกเองก็ไม่รู้ว่าไพนาสุริยวงศ์นั้นเป็นเชื้อสายของทศกัณฐ์ ที่ติดท้องนางมาก่อนที่จะต้องมาเป็นมเหสีฝ่ายซ้าย จึงคิดแค้น และเมื่อรู้ว่ามีท้าวจักรวรรดิแห่งกรุงมลิวันสหายสนิทของทศกัณฐ์อีกผู้หนึ่งยังไม่ได้มาช่วยรบ แต่หนทางไปยังกรุงมลิวันนั้นลำบากมากนัก เพราะมีทั้งด่านน้ำกรดและไฟกรด เมื่อสบโอกาสจึงขอลาพิเภกไปเรียนวิชากับพระกาลดาบสเพื่อหวังได้วิชาดับน้ำกรดและ ไฟกรดนั้น ก่อนออกเดินทางก็หยิบจอกแก้วของทศกัณฐ์ไปด้วย เพื่อหวังใช้เป็นพยาน

ห้องที่ ๑๒๘ ไพนาสุริยวงศ์กับวรณีสูรลอบไปหาท้าวจักรวรรดิที่กรุงมลิวันเพื่อบอกข่าวทศกัณฐ์ตาย

                  ไพนาสุริยวงศ์กับวรณีสูรพี่เลี้ยงเมื่อได้เฝ้าพระกาลดาบสแล้วก็ลวงว่าท้าวทศคิริวงศ์ให้ไปเฝ้าท้าวจักรวรรดิ แต่ขัดข้องเรื่องด่านไฟกรดและน้ำกรด พระกาลดาบสจึงสอนมนต์แก้ให้ เมื่อเรียนจบทั้งสองได้ลอบไปยังกรุงมลิวัน และสามารถผ่านด่านไฟกรดและน้ำกรดของกรุงมลิวันไปได้ ส่วนท้าวจักรวรรดิก็เกิดนิมิตบอกเหตุ โหรพยากรณ์ว่าจะได้ข่าวการเสียชีวิตของสหายผู้เรืองเดชและจะได้อุปการะทายาทของสหายผู้นั้น เมื่อไพนาสุริยวงศ์เข้าเฝ้าเพื่อทูลข่าวเรื่องทศกัณฐ์ถูกพระรามฆ่าตายพร้อมทั้งนำจอกแก้วใส่สุราถวาย ท้าวจักรวรรดิจึงเคืองแค้นพิเภกเป็นอย่างยิ่ง เมื่อท้าวจักรวรรดิ ยกทัพมาประชิดกรุงลงกา ไพนาสุริยวงศ์ทูลความจริงให้ท้าวจักรวรรดิทราบว่าตนได้ลวงพิเภกไว้จึงต้องขอกลับเข้า กรุงลงกาให้พิเภกสิ้นสงสัยตนเสียก่อน

ห้องที่ ๑๒๙ ท้าวจักรวรรดิยกทัพประชิดลงกา พิเภกรบแพ้ถูกจำตรุขังไว้

               ไพนาสุริยวงศ์กับวรณีสูรเมื่อถึงลงกาแล้วก็รีบเข้าเฝ้าพิเภก จากนั้นก็รีบลาไปเฝ้าพระมารดา ฝ่ายท้าวจักรวรรดิก็เร่งเดินทัพมาพักอยู่ใกล้พระนครลงกาแล้วจึงแต่งวิษณุราชและนนทการเป็นทูตท้าพิเภกรบ พิเภกแม้รู้เป็นรองแต่จำต้องออกรบ สุดท้ายพิเภกแพ้ ท้าวจักรวรรดิจะให้ประหารแต่ไพนาสุริยวงศ์ขอชีวิตไว้ จึงให้นำพิเภกไปจองจำไว้ในตรุ

ห้องที่ ๑๓๐ ท้าวจักรวรรดิเปลี่ยนชื่อไพนาสุริยวงศ์เป็นทศพิน แล้วให้ครองลงกา อสุรผัดตามหาพ่อ

                 ท้าวจักรวรรดิอภิเษกไพนาสุริยวงศ์ขึ้นครองกรุงลงกา แล้วเปลี่ยนนามของไพนาสุริยวงศ์เป็นท้าวทศพินพร้อมประทานธนูปไลยจักรและสอนการปกครองบ้านเมืองให้ ฝ่ายอสุรผัดเห็นพิเภกผู้เป็นอัยกาต้องทนทุกข์อยู่ในตรุจึงเข้าเฝ้าทศพินเพื่อทูลขออภัยโทษ แต่กลับถูกท้าวจักรวรรดิกริ้วจึงคิดแค้นแต่มิกล้าตอบโต้ด้วยกลัวภัยจะล่วงไปถึงพระอัยกา เมื่อกลับไปพบพระอัยกีและนางเบญกายผู้เป็นมารดาก็ถามถึงเรื่องราวของบิดาตน เบญกายเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังและบอกลักษณะพิเศษของหนุมานผู้บิดาว่าสามารถหาวเป็นดาวเป็นเดือนได้ และกล่าวเตือนมิให้หุนหัน เมื่อท้าวจักรวรรดิยกพลกลับจึงได้โอกาสลามารดาเพื่อไปตามหาบิดา

ห้องที่ ๑๓๑ อสุรผัดพบหนุมานซึ่งเป็นพ่อ หนุมานนำเข้าถวายตัว แล้วยกทัพไปช่วยพิเภกตีลงกาคืน

         เมื่อถึงเขามณฑป อสุรผัดถามทางจากฤๅษีทิศไพ ได้พบฤๅษีหนุมานแปลงเป็นมนุษย์ก็ไม่เชื่อว่าเป็นบิดาเพราะลักษณะต่างไปจากที่มารดาเคยบอกไว้ว่ารูปร่างเป็นวานรเผือก มีกุณฑล ขนเพชร เขี้ยวแก้ว หนุมานจึงสำแดงฤทธิ์หาวเป็นดาวเดือนให้ประจักษ์ อสุรผัดจึงเข้ากราบบาทและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง แล้วทั้งสองจึงเข้าเฝ้าพระราม พระรามจึงให้พระพรต พระสัตรุด พร้อมทั้งท้าวพระยาวานรยกทัพไปช่วยพิเภกตีกรุงลงกาคืน และตามไปรบกับท้าวจักรวรรดิที่ กรุงมลิวัน

ห้องที่ ๑๓๒ นิลพัททอดตัวเป็นสะพานให้กองทัพข้ามไปกรุงลงกา

         กองทัพพระพรตพระสัตรุดยกมาจนถึงริมฝั่งน้ำโคธาวารีก็หยุดพักในตำหนักที่พระรามเคยใช้มาแต่เดิม จากนั้นก็เดินทางต่อมาถึงฝั่งน้ำใกล้เขาคันธมาทน์ พระยาไวยวงศาทูลว่าเดิมพระรามได้จองถนนข้างห้วงน้ำนี้ไปยังลงกา แต่พระองค์ได้ทำลายถนนเสียเมื่อตอนกลับ เพื่อให้เรือสำเภาใช้สัญจรได้ดังเดิม ระหว่างที่พระพรตปรึกษาขุนกระบี่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการเดินทัพข้ามห้วงน้ำช่วงนี้ นิลพัทได้โอกาสขออาสาเนรมิตกายทอดตัวเป็นสะพานให้กองทัพข้ามไปประชิดกรุงลงกา

ห้องที่ ๑๓๓ พระพรตให้ชมพูพานสื่อสารทศพิน

             พระพรตปรึกษาบรรดาขุนกระบี่ว่าจะทำการรบอย่างไรที่จะไม่ทำให้ชาวเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาล้มตายไปด้วย สุครีพจึงทูลให้ส่งชมพูพานไปเป็นทูตสื่อสารแก่ทศพิน เพื่อดูว่าจะคิดอ่อนน้อมหรือแข็งขืนประการใด ชมพูพานรับบัญชาแล้วเหาะไปลอยอยู่เหนือหน้าต่างท้องพระโรงกรุงลงกาเพื่อแจ้งสารแก่ทศพิน ทศพินโกรธแล้วสั่งจับ ชมพูพานก็โกรธแล้วโถมถีบอกหมายทำร้ายทศพินแต่ก็เกรงทำเกินสั่ง จึงรีบเหาะกลับไปแจ้งข่าว แก่พระพรต ทศพินสั่งจัดทัพเตรียมรบฝ่ายยามลิวันและกันยุเวกเกรงพลมารจะพากันไปตาย จึงลอบไปเข้าเฝ้าพระพรตเพื่อแจ้งแผนการแล้วรีบกลับมาลงกา

ห้องที่ ๑๓๔ พระพรตพระสัตรุดยกทัพ ยามลิวันกันยุเวกช่วยอสุรผัดจับทศพินและวรณีสูรได้

            ยามลิวันและกันยุเวกทูลลวงทศพินว่าอย่าได้วิตกถึงศึกครั้งนี้ ทั้งสองจะขอรับภาระเอง พระพรต พระสัตรุด เมื่อได้เวลาก็ยกทัพรบกับทศพิน ระหว่างรบนั้นพลยักษ์ต่างก็เห็นฤทธิ์อสุรผัดมาแล้วจึงรบพลางหนีพลาง อสุรผัดได้ทีทำลายรถทรงของทศพินหักลง ยามลิวันและกันยุเวกโอรสอินทรชิตจึงช่วยอสุรผัดจับตัวทศพินและวรณีสูรได้ พระพรตดีใจเป็นล้นพ้น หลังจากสั่งสังหารพวกกบฏแล้วจึงให้ไปถอดพิเภกจากการถูกจองจำ

ห้องที่ ๑๓๕ ทศพินและวรณีสูรถูกลงทัณฑ์ตระเวนประจาน

                   อสุรผัด ยามลิวัน กันยุเวก หลังจากรับบัญชาให้นำทัพกลับถึงลงกาแล้วก็รีบไปถอดพิเภกออกจากตรุ ต่างก็ดีใจเป็นล้นพ้น จากนั้นพิเภกไปเฝ้าพระพรต ส่วนทศพินและวรณีสูรหลังจากถูกพิจารณาความผิดแล้วก็ต้องรับ โทษทัณฑ์แล้วนำออกตระเวนประจาน

ห้องที่ ๑๓๖ พระพรตสั่งให้นำทศพินและวรณีสูรตระเวนประจานแล้วประหาร

      ทศพินและวรณีสูรถูกล่ามโซ่ เข้าขื่อคาจำครบ ต้องทนรับทั้งความเจ็บปวดและความอับอายจากการนำออกตระเวนประจานเป็นยิ่งนัก หลังจากตระเวนจนรอบแล้วเจ้าหน้าที่ก็นำทั้งสองมามัดกับหลักให้เพชฌฆาตลงดาบประหาร จากนั้นก็นำศีรษะไปเสียบประจานไว้ที่ประตูเมือง ส่วนมณโฑเมื่อรู้ว่าลูกถูกประหารก็เศร้าโศกเสียใจปานว่าจะตายตามไปด้วยฉะนั้น ฝ่ายพระพรตก็สั่งให้พิเภกหาฤกษ์ยามไปปราบท้าวจักรวรรดิต่อไป

ห้องที่ ๑๓๗ ท้าวจักรวรรดิฝันร้าย ให้ปรเมศฤษีช่วย ทัพพระพรตพระสัตรุดยกประชิดกรุงมลิวัน

      พระพรต พระสัตรุดยกทัพมาใกล้แดนของท้าวจักรวรรดิก็ต้องหยุด เพราะมีน้ำกรดและไฟกรดขวางทางอยู่ ฝ่ายท้าวจักรวรรดิฝันร้าย จึงให้สุพินสันไปนิมนต์พระปรเมศฤๅษีมาจากเขาไกรลาส ฤๅษีฟังความฝันแล้วก็รู้ว่าต้องได้รับบาปเคราะห์ใหญ่ จึงถวายพระพรว่าแม้การศึกที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าจะเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้ามีความรักและเมตตาเป็นที่ตั้งภัยนั้นก็อาจหายได้ ฤๅษีจึงเสกยอดคาถาพันคาบรดทั่วกายท้าวจักรวรรดิแล้วก็กลับไป ระหว่างนั้นพระพรตและพระสัตรุดยกทัพประชิดกรุงมลิวัน

ห้องที่ ๑๓๘ พระยาอนุชิต (หนุมาน) หักด่านน้ำกรด ไฟกรด ของกรุงมลิวัน ฆ่ามัฆวานและกาลสูรตาย

             พระยาอนุชิต (หนุมาน) อาสาหักด่านน้ำกรดไฟกรดของกรุงมลิวัน โดยเนรมิตกายเท่าพรหมมีสี่พักตร์แปดกร เห็นมัฆวานกำลังทำพิธีเสกเพลิงกรดมีบริวารรายล้อมอยู่เป็นอันมากจึงเข้าทำลายพิธี เมื่อจับมัฆวานฟาดลง กับพื้นตาย ไฟกรดก็ดับลง เมื่อเหาะถึงอีกด่านหนึ่งก็เห็นกาลสูรซึ่งเป็นนายด่านกำลังอ่านมนต์เรียกนาคเป็น อันมากมาพ่นพิษเป็นน้ำกรด พระยาอนุชิตจึงแปลงกายเป็นครุฑไล่จับนาค นาคก็หนีบ้างตายบ้างจนน้ำกรดเหือดหายไป จากนั้นก็คืนร่างเป็นลิงเผือกจับขากาลสูรเหวี่ยงไปยังขอบจักรวาลและจบชีวิต ณ ที่นั้น

ห้องที่ ๑๓๙ พระพรตให้นิลนนท์สื่อสารท้าวจักรวรรดิ ท้าวจักรวรรดิให้สุริยาภพออกรบ

                 พระพรตชวนพระสัตรุดลงสรงหลังจากตั้งทัพที่เขามยุราแล้ว ส่วนพลยักษ์ที่รอดตายจากการรบก็รีบเข้าเฝ้าท้าวจักรวรรดิ เมื่อพระพรตปรึกษาเรื่องรบ พระยาไวยวงศาทูลให้ใช้นิลนนท์เป็นทูตสื่อสาร ท้าวจักรวรรดิไม่ยอมรับผิดและโกรธเป็นกำลัง นิลนนท์จึงชักพระขรรค์ออกกวัดแกว่งแสดงฤทธิ์จนชาวเมืองพากันแตกตื่นไปทั่ว จากนั้นก็เข้าหักยอดปรางค์ปราสาทนำกลับไปถวายนายตน ท้าวจักรวรรดิให้ฤทธิจักรหาสุริยาภพซึ่งเป็นโอรสไปออกรบ

ห้องที่ ๑๔๐ สุริยาภพให้เมฆสูรแปลงกายเป็นภูเขาบังพิธีปลุกเสกหอกเมฆพัท พระสัตรุดฆ่าเมฆสูรได้แต่ถูกหอกของสุริยาภพสลบ

           พระพรตให้พระสัตรุดออกรบกับสุริยาภพตามที่พิเภกแนะ สุริยาภพเห็นว่าศัตราวุธของพระสัตรุดมีฤทธิ์มากจึงสั่งให้เมฆสูรเนรมิตกายเป็นภูเขากั้นพลมารและตนไว้ เพื่อที่จะได้ประกอบพิธีปลุกเสกหอกเมฆพัทให้เรืองฤทธิ์ เมื่อพระสัตรุดมองไม่เห็นทัพยักษ์จึงสอบถามพิเภก ทราบสาเหตุแล้วจึงแผลงศรถูกเมฆสูรตาย สุริยาภพอยู่ระหว่างทำพิธีก็ได้ยินเสียงดัง พอรู้ว่าเมฆสูรถูกฆ่าตายก็โกรธ สุดท้ายพระสัตรุดเสียทีต้องหอกของสุริยาภพสลบ พิเภกจึงให้นิลราชรีบนำข่าวไปทูลให้พระพรตทราบ

ห้องที่ ๑๔๑ นิลพัทหาสรรพยาแก้พิษหอกเมฆพัท แก้ได้แล้วพระพรตพระสัตรุดยกทัพกลับ

                  นิลราชรีบนำพระพรตมายังสนามรบด้วยความโศกเศร้า พิเภกทูลว่าหอกเมฆพัทนั้นมียาแก้พิษอยู่ ยานั้นประกอบด้วยจันทน์แดงซึ่งมีอยู่ในกรุงศรีอยุธยา มูลโคอุสุภราชที่ซึ่งเป็นพาหนะของพระอิศวรในถ้ำนิลกาลา ใช้หินบดซึ่งพระพรหมรักษาไว้ ส่วนลูกหินนั้นอยู่ในบาดาลมีพญานาคคอยดูแลอยู่ นิลพัทอาสาไปหาสรรพยาและสิ่งของต่างๆ ให้ เมื่อพิเภกปรุงยารักษาพระสัตรุดฟื้นแล้ว พระพรต พระสัตรุดทรงยกทัพกลับพลับพลา

ห้องที่ ๑๔๒ สุริยาภพออกรบ ถูกพระสัตรุดฆ่าตาย

                พลยักษ์ซึ่งเป็นยามคอยเหตุเมื่อเห็นพระสัตรุดยังไม่ตาย จึงรีบนำเรื่องทูลให้ท้าวจักรวรรดิทราบ เมื่อสุริยาภพ รู้จึงอาสาออกรบกับพระพรต พระสัตรุดอีกครั้ง สุดท้ายพระพรตแผลงศรจันทวาทิตย์ทำลายจักรและรถทรงของสุริยาภพ แล้วใช้ศรพรหมาสตร์ฆ่าสุริยาภพตาย

ห้องที่ ๑๔๓ บรรลัยจักรออกรบแล้วชุบศรเหราพต องคตและอสุรผัดล้างพิธี มารกระบิลออกรบขัดตาทัพ

                     ท้าวจักรวรรดิเมื่อรู้ว่าสุริยาภพเสียทีพระพรต จึงเรียกบรรลัยจักรอนุชาสุริยาภพออกรบ เมื่อรบกันครั้งแรกต่างไม่แพ้ชนะกัน บรรลัยจักรเห็นว่าศรพระพรตนั้นมีฤทธานุภาพสูงมาก จึงขอให้ท้าวจักรวรรดิหาผู้ออกรบแทนในระหว่างที่ตนไปทำพิธีชุบศรเหราพต ท้าวจักรวรรดิให้มารกระบิลออกรบขัดตาทัพและที่สุดถูกนิลพัทฆ่าตาย จากนั้นองคตและอสุรผัดอาสาเข้าล้างพิธีชุบศรของบรรลัยจักร

ห้องที่ ๑๔๔ พระสัตรุดต้องศรเหราพตของบรรลัยจักร แล้วถูกนำไปไว้ในอากาศ สี่ทหารเอกแก้คืนได้

               บรรลัยจักรออกรบกับพระพรต พระสัตรุด ทั้งเคียดแค้นขุนกระบี่ที่ทำลายพิธีชุบศรเหราพตของตน แต่การสู้รบกันครั้งนี้ฝ่ายบรรลัยจักรไม่สามารถเอาชนะพระสัตรุดได้ จึงกวัดแกว่งจักรเมฆสุวรรณจนเกิดเป็นหมอกมืดมิดไปทั่ว พระสัตรุดจึงเสียทีต้องศรเหราพตและถูกบรรลัยจักรนำตัวไปให้อสูรราหูรักษาไว้ในอากาศ แต่หนุมาน นิลพัท สุครีพ และองคตแก้คืนกลับมาได้

ห้องที่ ๑๔๕ บรรลัยจักรออกรบ ถูกพระพรตฆ่าตาย

              อสูรราหูเข้าเฝ้าบรรลัยจักรเพื่อรับโทษด้วยความบอบช้ำ บรรลัยจักรโกรธจึงกล่าวตำหนิและสั่งประหารอสูรราหู วันรุ่งขึ้นบรรลัยจักรออกรบกับพระพรตอีกครั้ง แต่เมื่อรบแล้วเห็นสู้ไม่ได้บรรลัยจักรจึงหนีไปซ่อนในกลีบเมฆ ทำให้ พระพรตหาตัวไม่พบ โหรทูลเรื่องให้ทรงทราบ พระพรตจึงแผลงศรไปยังก้อนเมฆถูกเศียรบรรลัยจักรขาดกระเด็น เมื่อท้าวจักรวรรดิทราบเรื่องจากอสูรแจ้งเหตุก็เสียใจเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบจัดพลไปรับศพโอรสกลับมาประกอบพิธียังกรุงมลิวัน

ห้องที่ ๑๔๖ ท้าวจักรวรรดิออกรบกับพระพรตไม่แพ้ชนะกัน

                 ท้าวจักรวรรดิสั่งสุพินสันให้จัดทัพออกรบกับพระพรต แต่รบแล้วไม่แพ้ชนะกัน ขณะนั้นนนยุพักตร์โอรสองค์สุดท้องของท้าวจักรวรรดิ ซึ่งได้บำเพ็ญตบะทำพิธีมาเป็นเวลานานได้เกิดลางสังหรณ์ด้วยเห็นโลหิตหยดลงมาจากก้อนเมฆ จึงเลิกทำตบะกิจกลับมาเฝ้าบิดา เมื่อรู้ว่าพี่ของตนต้องมาจบชีวิตด้วยน้ำมือมนุษย์และวานรจึงขออาสาทำศึก

ห้องที่ ๑๔๗ นนยุพักตร์ออกรบถูกพระสัตรุดฆ่าตาย จักรวรรดิออกรบถูกศรพระพรตแต่แก้ได้จึงหย่าทัพ

             นนยุพักตร์ออกรบกับพระสัตรุด แต่ด้วยเหตุที่ประมาทฝีมือจึงถูกพระสัตรุดฆ่าตาย ท้าวจักรวรรดิเสียใจมากประกอบกับเสียดายที่โอรสทั้งสามต้องมาสิ้นชีวิตไปจึงยกทัพออกรบกับพระสัตรุด ระหว่างรบท้าวจักรวรรดิต้องศรหลายครั้งแต่ด้วยมีมนต์คาถาจึงสามารถแก้พิษศรได้ที่สุดก็หย่าทัพกลับเข้าเมือง

ห้องที่ ๑๔๘ พระพรตรบกับท้าวไวยตาลไม่แพ้ชนะกัน ไวยตาลหย่าทัพกลับกรุงมลิวัน

          ท้าวจักรวรรดิแต่งสารถึงสหายนามว่าท้าวไวยตาล ซึ่งครองกรุงกุรุราชในบาดาล แจ้งว่าพระพรตและพระสัตรุดซึ่งเป็นหน่อเนื้อของท้าวทศรถได้ฆ่าโอรสทั้งสามของตนหมดสิ้น ขอให้ท้าวไวยตาลแก้แค้นให้ด้วย ท้าวไวยตาลจึงกรีธาทัพขึ้นมาตั้งยังเมืองมลิวัน เมื่อได้ฤกษ์ก็ออกรบกับพระพรตแต่รบไม่แพ้ชนะกัน ท้าวไวยตาลจึงขอหย่าทัพกลับเข้ากรุงมลิวันแล้วขอให้ท้าวจักรวรรดิจัดกำลังพลไปรบขัดตาทัพไว้ เพราะตนจะกลับไปทำพิธียังเมืองบาดาลสามวัน

ห้องที่ ๑๔๙ อสุรเพตราออกรบขัดตาทัพ ถูกองคตฆ่าตาย ไวยตาลชุบกระบองตาล ถูกนิลพัทและอสุรผัดล้างพิธี

              ท้าวไวยตาลเมื่อกลับถึงกรุงกุรุราชแล้วก็สั่งให้ไพร่พลจัดสร้างโรงพิธี ส่วนตนนั้นก็สรงน้ำชำระกายเปลี่ยน เครื่องทรงเพื่อทำพิธีชุบกระบองตาล ฝ่ายท้าวจักรวรรดิให้อสุรเพตราออกขัดตาทัพแต่ถูกองคตฆ่าตาย ส่วนนิลพัทและอสุรผัดรับบัญชาให้เข้าล้างพิธี ทั้งสองจึงดำดินแทรกไปถึงบาดาลแล้วอ่านมนต์หายตัวลอบเข้าไปถึงพระลานที่ตั้งโรงพิธี เห็นท้าวไวยตาลนั่งบริกรรมอยู่บนยอดกระบองตาลซึ่งตั้งอยู่กลางกองกูณฐ์ จึงเข้าทำร้ายท้าวไวยตาลจนเสียพิธี จากนั้นทั้งสองจึงมาหลบอยู่ที่ช่องเขาซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของทัพท้าวไวยตาล

ห้องที่ ๑๕๐ ไวยตาลยกทัพออกจากกรุงกุรุราช ถูกนิลพัทและอสุรผัดดักฆ่าตายที่ปากทาง

          เมื่อท้าวไวยตาลถูกขุนกระบี่ทำเสียพิธีก็ให้โกรธแค้นนัก จึงรีบสั่งให้จัดทัพแล้วถือกระบองยกพลออกจากกรุงกุรุราชจากเมืองบาดาลแทรกแผ่นดินขึ้นมาหวังจะไปทำศึก เมื่อทัพท้าวไวยตาลมาถึงปากทาง นิลพัทซึ่งแอบซุ่มอยู่ก็แปลงกายเป็นพลยักษ์ของลงการ่างกายบอบช้ำ ส่วนอสุรผัดร่ายเวทกำบังกายไว้ นิลพัททำอุบายจนได้ขึ้นนั่งท้ายรถทรง เมื่อได้โอกาสทั้งสองขุนกระบี่ก็แสดงตนแล้วทำร้ายท้าวไวยตาล อสุรผัดแย่งกระบองได้แล้วหักทิ้ง ที่สุดก็สามารถฆ่าท้าวไวยตาลได้ แล้วนำศีรษะไปถวายพระพรต

ห้องที่ ๑๕๑ พระพรตรบกับท้าวจักรวรรดิ จักรวรรดิต้องศร แก้ได้แล้วหย่าทัพ

                 ท้าวจักรวรรดิยกทัพมาหมายพิชิตพระพรต พระพรตจึงให้จัดทัพออกรบกับท้าวจักรวรรดิแม้ฝ่ายท้าวจักรวรรดิเสียที ถูกนิลพัทจับราชรถฟาดกับพื้นแหลกไป แต่ก็ยังฮึดสู้อย่างสุดฤทธิ์โดยขว้างจักรเป็นหมอกเมฆคลุมครึ้ม ไปทั่ว ที่สุดก็ต้องศรพระพรตไปทั้งร่างแต่อ่านพรหมมนต์แก้ได้แล้วเร่งหย่าทัพเข้าเมือง

ห้องที่ ๑๕๒ ท้าวจักรวรรดิออกรบแล้วมีลางร้าย

             ท้าวจักรวรรดิกลับเข้าเมืองมลิวันด้วยสภาพที่บอบช้ำ เหล่ามเหสีและนางกำนัลต่างพากันตะลึงลานร่ำไห้ไปทั่ว หลังจากท้าวจักรวรรดิเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังแล้วก็สั่งลาทุกคน ด้วยรู้ว่ากรรมที่เคยก่อกำลังตามมาสนอง เมื่อยกทัพออกรบก็เกิดลางร้ายนานา อาทิ กำลังท้อแท้คิดแต่ว่าจะแพ้พ่าย มีแร้งกาบินโฉบไปมา ไฟไหม้อภิรุมชุมสาย มีอุกาบาตตกลงข้างรถทรง

ห้องที่ ๑๕๓ ท้าวจักรวรรดิต้องศรพระพรตแล้วเห็นเป็นอวตารของเทพอาวุธของพระนารายณ์ จึงขอขมาแล้วตาย พระญาติวงศ์เผาศพท้าวจักรวรรดิ

               พระพรตได้ยินเสียงทัพข้าศึก พิเภกทูลว่าท้าวจักรวรรดิซึ่งถึงคราวชะตาขาดเป็นผู้นำกำลังมา จึงจัดทัพออกรบ เมื่อทัพทั้งสองปะทะกันก็ต่อสู้เป็นโกลาหล จอมทัพต่างใช้อาวุธอันมีฤทธิ์วิเศษเข้าล้างกัน ที่สุดท้าวจักรวรรดิต้องศรพระพรต จึงได้เห็นพระพรต พระสัตรุด เป็นอวตารของเทพอาวุธพระนารายณ์ จึงทูลขอขมาและฝากฝังวงศ์ประยูรญาติทั้งบริวารทั้งหลายไว้ก่อนตาย จากนั้นพระญาติวงศ์จึงนำศพท้าวจักรวรรดิไปทำพิธีเผาในเมือง


ห้องที่ ๑๕๔ หนุมานทอดกายให้กองทัพพระพรตพระสัตรุดยกกลับกรุงศรีอยุธยา

       เสร็จงานพิธีศพของท้าวจักรวรรดิแล้ว นางวัชนีสูรทูลเชิญพระพรตเสด็จเข้าเมือง พระพรตปลอบนางวัชนีสูรมเหสีของท้าวจักรวรรดิและนางรัตนมาลีพระธิดาให้คลายโศก แล้วพระพรต พระสัตรุด ยกทัพกลับมาพักที่กรุงลงกา เมื่อจะกลับกรุงศรีอยุธยา หนุมานนิรมิตกายเพื่อทอดร่างข้ามมหาสมุทรให้กองทัพจากกรุงลงกากลับไปยังผืนแผ่นดินใหญ่ เพื่อเข้าเฝ้าพระราม

ห้องที่ ๑๕๕ พระรามปูนบำเหน็จ

         พระรามไต่ถามรายละเอียดเกี่ยวกับการทำศึกจากนายทัพและผู้เกี่ยวข้องทั้งปวง หลังจากพระพรตและพิเภกทูลเรื่องให้ทราบแล้ว พระรามโปรดให้พระลักษมณ์กับสุมันตันพิจารณาความดีความชอบเพื่อปูนบำเหน็จ พระอนุชาทั้งสองและบรรดาทหารหาญทั้งหลาย

ห้องที่ ๑๕๖ พระรามตัดหางมัจฉานุ ท้าวมหาชมพูกับไวยวิกเข้าเฝ้าพระราม

      ไวยวิกและมัจฉานุคิดเข้าเฝ้าพระรามจึงจัดกระบวนพลขึ้นมาจากบาดาล บังเอิญท้าวมหาชมพูซึ่งยกกำลังจะมาเข้าเฝ้าพระรามเกิดเข้าใจผิดคิดว่าเป็นข้าศึก จึงเข้าสู้รบกัน พระรามได้ยินเสียงอึกทึกจึงส่งหนุมานไปดูเหตุ หนุมานเข้าขวางทัพจึงรู้ว่าต่างเข้าใจผิด แล้วนำทั้งสามแม่ทัพเข้าเฝ้า พระรามเห็นว่าหางมัจฉานุเกะกะจึงตัดหางให้พ้นจากเพศมัจฉา ทั้งตั้งให้เป็นพระยาหนุราชครองกรุงมลิวันสืบไป

ห้องที่ ๑๕๗ พระรามพระลักษมณ์ประพาสป่า นางอดูลปีศาจแปลงเป็นสนมเฝ้านางสีดาขณะสรงน้ำ

                เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบสุขดีแล้วพระราม พระลักษมณ์ จึงออกประพาสป่า ส่วนนางสีดากลับรู้สึกรุ่มร้อน จึงชวนบรรดานางในไปที่ตำหนักน้ำเพื่อลงสรง นางอดูลปีศาจซึ่งเป็นญาติของทศกัณฐ์ได้ที จึงแปลงเป็นสนมเข้าเฝ้านางสีดาระหว่างสรงน้ำ

ห้องที่ ๑๕๘ นางอดูลปีศาจยุให้สีดาเขียนรูปทศกัณฐ์ พระรามโกรธสั่งให้ฆ่า พระลักษมณ์ฆ่าไม่ตายจึงปล่อยไป
พระอินทร์เนรมิตเป็นเนื้อทรายให้พระลักษมณ์แหวะดวงใจไปถวายพระราม

      นางอดูลปีศาจทูลยุยงให้นางสีดาเขียนรูปทศกัณฐ์ให้ดู เมื่อได้เวลาที่พระรามจะเสด็จกลับนางก็หายร่างเข้าสิงในภาพนั้น ทำให้ลบภาพนั้นไม่ออก นางสีดากับบริวารตกใจจึงนำภาพไปซุกไว้ใต้พระที่ เมื่อพระรามกลับมาจากป่าก็มีเหตุให้นอนไม่หลับ พระลักษมณ์ค้นพบภาพดังกล่าวทำให้พระรามกริ้ว สั่งพระลักษมณ์นำนางสีดา ไปฆ่าพร้อมให้นำหัวใจนางกลับมาด้วย พระลักษมณ์ฆ่านางสีดาไม่ตายด้วยพระขรรค์กลายเป็นมาลัย จึงปล่อยนางไป ระหว่างพระลักษมณ์เดินทางกลับพบพระอินทร์แปลงเป็นเนื้อตายให้พระลักษมณ์แหวะดวงใจไปถวายพระรามแทน

ห้องที่ ๑๕๙ พระอินทร์แปลงเป็นกระบือนำนางสีดาสู่สำนักวัชมฤคฤษี แล้วให้กำเนิดพระมงกุฎ

           นางสีดาเมื่ออยู่ในป่าเพียงพระองค์เดียวก็หวาดกลัว จึงวิงวอนเทพยดาให้ช่วย พระอินทร์แปลงเป็นกระบือ นำเสด็จนางสีดาไปสู่สำนักพระวัชมฤคฤๅษี เมื่อพระฤๅษีทราบความจึงเนรมิตกุฎีให้อยู่ จากนั้นไม่นานนางสีดา ก็ให้กำเนิดพระโอรส

ห้องที่ ๑๖๐ พระวัชมฤคฤษีชุบพระลบ พระมงกุฎประลองศรถูกพญารังโค่น

           นางสีดารำพึงกับพระโอรสถึงความขัดสนที่ต้องมาอยู่ป่าจึงมีเพียงแหวนผูกข้อมือรับขวัญให้ แล้วฝากโอรสไว้กับพระฤๅษีก่อนที่จะไปที่ท่าน้ำ ระหว่างทางนางเห็นลิงนำลูกติดตัวไปแล้วเกิดเปลี่ยนใจจึงกลับไปนำโอรสมากับนางด้วย พระ วัชมฤคฤๅษีไม่ทราบนึกว่ากุมารน้อยหายไปจึงรีบทำพิธีอาหุดีเพื่อชุบเด็กขึ้นมาแทน ครั้นพระฤๅษีเห็นนางสีดากลับมาพร้อมโอรสจึงคิดเลิกพิธี แต่สีดาขอเด็กคนนั้นไว้เป็นเพื่อนเล่นกับพระโอรส พระฤๅษีตั้งชื่อโอรสของสีดาว่าพระมงกุฎและตั้งชื่อให้กุมารที่ชุบขึ้นมาว่าพระลบ จากนั้นพระฤๅษีสอนวิชา ให้ทั้งสองกุมารแล้วตั้งพิธีจนได้ศรศิลป์จากกองเพลิงยัญ ต่อมาพระมงกุฎประลองศรถูกพญารังแสนอ้อมโค่น ทำให้เกิดเสียงดังไปทั่ว

ห้องที่ ๑๖๑ พระรามปล่อยม้าอุปการ พระมงกุฎจับขี่ หนุมานจะจับกุมกลับถูกพระมงกุฎตีและจับมัดพร้อมสักหน้าประจาน

       พระมงกุฎเล่าเรื่องการลองศรให้พระมารดาฟัง และนางสีดาได้เล่าเรื่องพระบิดาให้ฟังโดยละเอียดตามที่พระมงกุฎถาม ฝ่ายพระรามเมื่อได้ยินเสียงกึกก้องขึ้นจึงให้โหรตรวจดูก็ไม่พบเหตุอันใดจึงเชื่อว่ามีผู้เรืองฤทธิ์เกิดขึ้นแล้ว พระรามให้ทำพิธีปล่อยม้าอุปการผูกสารกำกับไปแล้วสั่งหนุมานให้สะกดรอยตาม นอกจากนั้นได้ให้พระพรต พระสัตรุดยกกำลังติดตามม้าอุปการไปอีกชั้นหนึ่งส่วนพระมงกุฎ พระลบขอพระมารดาออกเที่ยวป่า แม้ตอนต้นพระมารดาจะไม่สบายใจนักด้วยเกรงจะมีภัย แต่สุดท้ายก็จำยอม